เว็บนี้มีลิงก์ affiliate — หากสมัครผ่านลิงก์ เราได้รับค่าคอมมิชชัน · Affiliate links.

คู่มือ DigitalOcean Volumes 2026 — Block Storage เพิ่มพื้นที่

A practical guide to DigitalOcean Volumes block storage covering pricing, attaching, mounting, resizing, and snapshots for developers.

คู่มือ DigitalOcean Volumes 2026 — Block Storage เพิ่มพื้นที่

เมื่อพื้นที่ SSD ที่มากับ Droplet ไม่พอใช้งาน แทนที่จะต้อง resize Droplet ทั้งตัวไปแผนที่แพงขึ้น DigitalOcean Volumes คือ block storage แยกอิสระที่แนบเข้ากับ Droplet ผ่านเครือข่ายภายในได้ตามต้องการ บทความนี้พาไล่ตั้งแต่แนวคิด ราคา การสร้าง-แนบ-mount-format ไปจนถึง resize และ snapshot พร้อมคำสั่งจริงสำหรับใช้งานทันที

Volumes คืออะไร ต่างจาก Droplet disk ยังไง

DigitalOcean Volumes เป็นบริการ block storage แบบ SSD ที่แยกอิสระจาก Droplet โดยสิ้นเชิง เชื่อมต่อกับ Droplet ผ่านเครือข่ายภายใน (private network) ของ DigitalOcean ไม่ใช่ดิสก์ที่เสียบอยู่ในเครื่องจริง จุดต่างสำคัญจาก Droplet disk (ดิสก์ที่มากับแผน Droplet) คือ Droplet disk ผูกติดกับ Droplet ตลอดอายุการใช้งาน ขนาดคงที่ตามแผนที่เลือก เช่น Droplet Basic แผน $6/เดือน (1 GiB RAM, 1 vCPU) มาพร้อม SSD 25 GB, แผน $12/เดือน (2 GiB RAM) มา 50 GB, แผน $24/เดือน (4 GiB RAM, 2 vCPU) มา 80 GB และหากลบ Droplet ข้อมูลบนดิสก์นั้นหายไปทันที ในทางกลับกัน Volume เป็นทรัพยากรอิสระที่มีวงจรชีวิตของตัวเอง สามารถสร้างขึ้นมาต่างหาก แนบเข้ากับ Droplet ใดก็ได้ในภูมิภาค (region) เดียวกัน ถอด (detach) ออกแล้วแนบเข้า Droplet ตัวใหม่ได้ และต่อให้ลบ Droplet ที่แนบอยู่ Volume ก็ยังคงอยู่พร้อมข้อมูลครบถ้วนจนกว่าจะสั่งลบเอง แนวคิดนี้ใกล้เคียงกับ EBS ของ AWS หรือ Persistent Disk ของ Google Cloud คือแยก compute ออกจาก storage เพื่อให้ปรับขนาดหรือย้ายข้อมูลได้โดยไม่กระทบตัวเครื่อง Droplet เอง เหตุผลหลักที่นักพัฒนาเลือกใช้ Volumes แทนการอัปเกรด Droplet ทั้งแผน คือกรณีที่ CPU/RAM ที่มีอยู่เพียงพอแล้ว แต่ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มเท่านั้น เช่น เก็บไฟล์อัปโหลดของผู้ใช้ เก็บ data directory ของฐานข้อมูล เก็บ log ระยะยาว หรือทำ media storage สำหรับเว็บแอปพลิเคชัน การแยก Volume ออกจากดิสก์หลักยังช่วยให้วางแผน backup และ scale พื้นที่เก็บข้อมูลแยกจากการวางแผนกำลังประมวลผลได้ชัดเจนขึ้น

DigitalOcean Volumes is an SSD-based block storage service that is completely independent of Droplets. It connects to a Droplet via DigitalOcean's private network—not a disk physically inserted in the machine. The key difference from Droplet disk (the disk that comes with a Droplet plan) is that Droplet disk is bound to a Droplet for its entire lifecycle, with a fixed size depending on the plan you choose, such as the $6/month Droplet Basic plan (1 GiB RAM, 1 vCPU) comes with 25 GB SSD, the $12/month plan (2 GiB RAM) comes with 50 GB, the $24/month plan (4 GiB RAM, 2 vCPU) comes with 80 GB, and if you delete the Droplet the data on that disk is gone instantly. In contrast, Volume is an independent resource with its own lifecycle. It can be created separately, attached to any Droplet in the same region, detached and re-attached to a different Droplet, and even if you delete the Droplet that is using it, the Volume persists with all its data intact until you explicitly delete it. This concept is similar to AWS's EBS or Google Cloud's Persistent Disk—it separates compute from storage so you can scale or move data without affecting the Droplet itself. The main reason developers choose Volumes over upgrading the entire Droplet plan is the scenario where CPU/RAM is already sufficient but you need more storage capacity. For example, storing user-uploaded files, storing a database's data directory, archiving long-term logs, or serving as media storage for a web application. Separating Volumes from the main disk also makes it clearer to plan backup and storage scaling independently from compute planning.

ราคา $0.10/GiB ต่อเดือน

สิ่งที่น่าสนใจคือ digitalOcean คิดค่าบริการ Volumes ในอัตรา $0.10 ต่อ GiB ต่อเดือน โดยคำนวณตามการใช้งานจริงเป็นรายชั่วโมง (prorated) เช่นเดียวกับ Droplet หมายความว่าหากสร้าง Volume ขนาด 100 GiB ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ $10 ต่อเดือน หากสร้างขนาด 500 GiB จะอยู่ที่ประมาณ $50 ต่อเดือน และหากสร้างขนาด 1,000 GiB (1 TiB) จะอยู่ที่ประมาณ $100 ต่อเดือน ตัวเลขนี้เป็นอัตราคงที่ ไม่ผันแปรตาม region ที่เลือก และแยกรายการบิลออกจากค่า Droplet อย่างชัดเจน แต่จะรวมแสดงอยู่ในใบแจ้งหนี้ (invoice) เดียวกันของบัญชี ข้อควรพิจารณาเรื่องต้นทุนคือ Volume จะเริ่มคิดเงินตั้งแต่วินาทีที่สร้างเสร็จ ไม่ว่าจะแนบเข้ากับ Droplet แล้วหรือยัง และจะคิดเงินต่อเนื่องแม้ Volume นั้นจะถูก detach ออกจาก Droplet ไปแล้วก็ตาม ดังนั้นหาก Volume ใดไม่ได้ใช้งานแล้วควรลบทิ้งเพื่อหยุดค่าใช้จ่าย เพราะระบบจะไม่ลบให้อัตโนมัติ อีกจุดที่ควรวางแผนล่วงหน้าคือ Volume สามารถขยายขนาด (resize) เพิ่มได้ในภายหลัง แต่ไม่สามารถลดขนาดได้ ดังนั้นการประเมินขนาดเริ่มต้นให้ใกล้เคียงความต้องการจริงมากที่สุดจะช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าการสร้างขนาดใหญ่เกินจำเป็นไว้ล่วงหน้า สำหรับทีมที่ต้องการประเมินงบประมาณ ควรตรวจสอบราคาล่าสุดโดยตรงจาก DigitalOcean เนื่องจากตัวเลขในบทความนี้เป็นข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2026

สร้างและแนบ Volume เข้า Droplet

การสร้าง Volume ทำได้สองทางหลัก คือผ่าน Control Panel บนเว็บ และผ่านคำสั่ง doctl สำหรับ automation บน Control Panel ให้เข้าไปที่เมนู Volumes เลือก Create Volume กำหนดขนาด เลือก region ให้ตรงกับ Droplet ที่จะแนบ (เพราะ Volume แนบข้าม region ไม่ได้) เลือก filesystem ที่ต้องการให้ระบบ format ให้อัตโนมัติตอนสร้าง (ext4 หรือ XFS) แล้วเลือก Droplet ปลายทางเพื่อแนบได้ในขั้นตอนเดียวกัน สำหรับสาย CLI ใช้คำสั่ง doctl compute volume create data-volume-01 --region sgp1 --size 100GiB --fs-type ext4 เพื่อสร้าง Volume ขนาด 100 GiB ที่ region สิงคโปร์พร้อม format เป็น ext4 ทันที จากนั้นแนบเข้ากับ Droplet ด้วยคำสั่ง doctl compute volume-action attach <volume-id> <droplet-id> โดยต้องระบุ volume-id และ droplet-id ที่ได้จากการ list ด้วย doctl compute volume list และ doctl compute droplet list ก่อน ข้อจำกัดที่ต้องรู้คือ Volume หนึ่งตัวโดยทั่วไปออกแบบมาให้แนบกับ Droplet ได้ครั้งละหนึ่งตัวเท่านั้น ไม่ใช่ shared storage ที่หลาย Droplet เข้าถึงพร้อมกันได้ หากต้องการให้หลาย Droplet เข้าถึงไฟล์ชุดเดียวกันพร้อมกัน ควรพิจารณา Spaces Object Storage หรือ Network File Storage แทน การตั้งชื่อ Volume ควรสื่อความหมายชัดเจน เช่น ระบุ environment และ region ไว้ในชื่อ เช่น db-data-prod-sgp1 เพื่อให้จัดการง่ายเมื่อมีหลาย Volume ในบัญชีเดียวกัน และควรตรวจสอบ region ให้ตรงกับ Droplet ก่อนกดสร้างเสมอ เพราะเป็นเงื่อนไขบังคับที่แก้ไขภายหลังไม่ได้หากไม่ผ่านการ snapshot

สรุปสิ่งสำคัญ: ต้องสร้าง Volume ใน region เดียวกับ Droplet ที่จะแนบเสมอ

Mount และ format บน Linux

หลังแนบ Volume เข้ากับ Droplet แล้ว ระบบปฏิบัติการจะมองเห็นเป็น block device ใหม่ แต่ต้องตรวจสอบและ mount เองจึงจะใช้งานได้ ให้ SSH เข้า Droplet แล้วตรวจสอบ device ด้วย lsblk หรือดู path ที่แนะนำใน ls -l /dev/disk/by-id/ ซึ่งจะแสดงชื่อในรูปแบบ scsi-0DO_Volume_<ชื่อ-volume> การใช้ path จาก /dev/disk/by-id/ แทนการอ้างอิงตรงๆ เป็น /dev/sda หรือ /dev/sdb เป็นสิ่งสำคัญ เพราะชื่อ device แบบ sdX อาจสลับตำแหน่งกันได้หลัง reboot หากมี Volume มากกว่าหนึ่งตัว หากสร้าง Volume โดยไม่ได้เลือก format มาให้ ต้อง format เองก่อนครั้งแรกด้วยคำสั่ง sudo mkfs.ext4 -F /dev/disk/by-id/scsi-0DO_Volume_data-volume-01 (หรือ mkfs.xfs หากต้องการใช้ XFS) โดยรันคำสั่งนี้เพียงครั้งเดียวตอนที่ Volume ยังว่างเปล่าเท่านั้น ห้ามรันซ้ำกับ Volume ที่มีข้อมูลอยู่แล้วเพราะจะล้างข้อมูลทั้งหมด จากนั้นสร้าง mount point ด้วย sudo mkdir -p /mnt/data-volume-01 แล้ว mount ด้วย sudo mount -o discard,defaults /dev/disk/by-id/scsi-0DO_Volume_data-volume-01 /mnt/data-volume-01 การ mount แบบนี้จะหายไปเมื่อ reboot Droplet จึงต้องเพิ่มรายการลงใน /etc/fstab เพื่อให้ mount อัตโนมัติทุกครั้งที่บูต โดยเพิ่มบรรทัดในรูปแบบ /dev/disk/by-id/scsi-0DO_Volume_data-volume-01 /mnt/data-volume-01 ext4 defaults,nofail,discard 0 0 จุดสำคัญคือต้องใส่ option nofail เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ Droplet บูตไม่ขึ้นในกรณีที่ Volume ถูก detach หรือหายไปโดยไม่ตั้งใจ ส่วน discard ช่วยให้ระบบไฟล์รองรับคำสั่ง TRIM สำหรับ SSD-based storage หลังแก้ไข fstab ควรทดสอบด้วย sudo mount -a ก่อนเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มี syntax ผิดพลาดก่อนที่จะ reboot จริง

Resize และย้าย Volume ระหว่าง Droplet

จากที่เราทดสอบจริง — เมื่อพื้นที่ใน Volume เดิมเริ่มไม่พอ สามารถขยายขนาด (resize) ได้ทั้งจาก Control Panel และคำสั่ง doctl compute volume-action resize <volume-id> --region <region> --size <ขนาดใหม่> ข้อจำกัดสำคัญคือ resize ทำได้เฉพาะทิศทางขยายขึ้นเท่านั้น ไม่สามารถลดขนาด Volume ลงได้ไม่ว่าจะผ่านช่องทางใด หากต้องการลดขนาดจริงๆ ต้องสร้าง Volume ใหม่ขนาดเล็กกว่าแล้วย้ายข้อมูลเองด้วยเครื่องมือเช่น rsync การ resize ที่ DigitalOcean ทำจะขยายเฉพาะขนาดของ block device เท่านั้น ระบบไฟล์ (filesystem) ภายในจะยังไม่รับรู้พื้นที่ใหม่จนกว่าจะสั่งขยายเองบน Droplet หลัง resize เสร็จ สำหรับ ext4 ใช้คำสั่ง sudo resize2fs /dev/disk/by-id/scsi-0DO_Volume_data-volume-01 ส่วน XFS ใช้ sudo xfs_growfs /mnt/data-volume-01 (ต้องระบุ mount point ไม่ใช่ device path) หากลืมขั้นตอนนี้ พื้นที่ใหม่จะไม่ถูกใช้งานแม้ Volume จะขยายสำเร็จแล้วก็ตาม สำหรับการย้าย Volume ไปยัง Droplet ตัวอื่น ให้ detach ออกจาก Droplet เดิมก่อนด้วย doctl compute volume-action detach <volume-id> <droplet-id> แล้วจึง attach เข้า Droplet ปลายทางที่อยู่ region เดียวกัน ข้อมูลทั้งหมดจะติดไปกับ Volume ครบถ้วน แต่หากต้องการย้ายข้าม region โดยตรงจะทำไม่ได้ เพราะ Volume ผูกอยู่กับ region ที่สร้างขึ้น วิธีแก้คือสร้าง snapshot ของ Volume เดิมก่อน แล้วใช้ snapshot นั้นสร้าง Volume ใหม่ที่ region ปลายทางแทน ควรวางแผนช่วงเวลาที่มีการ detach/attach ล่วงหน้า เพราะแอปพลิเคชันที่ใช้ข้อมูลบน Volume จะเข้าถึงไม่ได้ในช่วงที่ยังไม่ได้แนบกับ Droplet ใด

Volume Snapshot ราคา $0.06/GiB

Volume Snapshot คือสำเนาข้อมูลของ Volume ณ ช่วงเวลาที่สั่งสร้าง เก็บไว้ใช้สำรองข้อมูลหรือ clone ไปสร้าง Volume ใหม่ในภายหลัง คิดค่าบริการแยกจาก Volume ปกติในอัตรา $0.06 ต่อ GiB ต่อเดือน ซึ่งถูกกว่าราคา Volume ที่ใช้งานจริงอยู่ที่ $0.10 ต่อ GiB ต่อเดือน ทำให้การเก็บ snapshot ไว้เป็น backup ระยะยาวมีต้นทุนต่ำกว่าการคง Volume สำรองไว้ทั้งก้อน การสร้าง snapshot ทำได้ผ่าน Control Panel ในหน้า Volume ที่ต้องการ กด Take Snapshot แล้วตั้งชื่อ หรือใช้คำสั่ง doctl compute volume snapshot create <volume-id> --snapshot-name data-volume-01-2026-07-17 สำหรับ automation ผ่านสคริปต์หรือ cron job แนะนำให้ตั้งชื่อ snapshot ที่มี timestamp กำกับเสมอ เพื่อให้จัดการ retention และไล่ดูประวัติได้ง่ายเมื่อมี snapshot สะสมหลายชุด เมื่อมี snapshot แล้ว สามารถใช้สร้าง Volume ใหม่ได้ด้วยคำสั่ง doctl compute volume create data-volume-restored --region sgp1 --size 100GiB --snapshot-id <snapshot-id> ซึ่งจะได้ Volume ใหม่ที่มีข้อมูลเหมือน snapshot ต้นฉบับทุกประการ ใช้ได้ทั้งกรณี restore ข้อมูลหลังเกิดปัญหา, clone ข้อมูลไป Droplet อื่นสำหรับทดสอบ, หรือย้าย Volume ข้าม region ตามที่กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้า แนวทางที่ควรทำเป็นประจำคือสร้าง snapshot ก่อนทำการเปลี่ยนแปลงที่มีความเสี่ยง เช่น อัปเกรดเวอร์ชันฐานข้อมูล หรือรัน migration ขนาดใหญ่ เพื่อให้มีจุดย้อนกลับที่ชัดเจนหากเกิดข้อผิดพลาด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีแก้ไข

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือลืมใส่ option nofail เมื่อเพิ่ม Volume ลงใน /etc/fstab ผลที่ตามมาคือหาก Volume นั้นถูก detach ออกไปด้วยเหตุผลใดก็ตาม หรือมีปัญหาชั่วคราวในการเชื่อมต่อตอนบูต Droplet จะค้างอยู่ที่หน้าจอ emergency mode ไม่สามารถบูตขึ้นมาใช้งานปกติได้ วิธีป้องกันคือใส่ nofail ในบรรทัด fstab เสมอทุกครั้งที่เพิ่ม Volume ใหม่ ข้อผิดพลาดที่สองคือการอ้างอิง device ด้วยชื่อแบบ /dev/sda หรือ /dev/sdb ตรงๆ แทนที่จะใช้ path จาก /dev/disk/by-id/ เพราะเมื่อมี Volume มากกว่าหนึ่งตัวแนบอยู่กับ Droplet เดียว หรือมีการ detach/attach สลับกัน ชื่อ device แบบ sdX อาจสลับตำแหน่งกันได้หลัง reboot ทำให้ mount ผิด Volume โดยไม่รู้ตัว และอาจนำไปสู่การเขียนทับข้อมูลผิดก้อนได้ ข้อผิดพลาดที่สามคือการไม่มอนิเตอร์พื้นที่ที่เหลือบน Volume เลย ทำให้ดิสก์เต็มกะทันหันโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ส่งผลให้แอปพลิเคชันเขียนไฟล์ไม่ได้หรือฐานข้อมูลหยุดทำงาน ควรตั้ง Monitoring Agent พร้อม Alert Policy แจ้งเตือนเมื่อพื้นที่ใช้งานใกล้เต็มไว้ล่วงหน้า ข้อผิดพลาดที่สี่คือพยายาม attach Volume เข้ากับ Droplet ที่อยู่คนละ region ซึ่งจะทำไม่สำเร็จเสมอ เพราะ Volume ผูกกับ region ที่สร้างไว้ตายตัว และข้อผิดพลาดสุดท้ายที่พบบ่อยคือเข้าใจผิดว่า resize สามารถลดขนาด Volume ลงได้ ทั้งที่ระบบรองรับเฉพาะการขยายขึ้นเท่านั้น หากต้องการลดขนาดจริงต้องสร้าง Volume ใหม่ที่เล็กกว่าแล้วย้ายข้อมูลเองด้วยเครื่องมืออย่าง rsync

แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices)

สำหรับงานระดับ production ควรแยก Volume สำหรับเก็บข้อมูลออกจากดิสก์หลักของ Droplet (OS disk) เสมอ เพื่อให้สามารถ backup, resize หรือย้ายข้อมูลได้โดยไม่กระทบระบบปฏิบัติการและ configuration ของ Droplet เช่น เก็บ data directory ของฐานข้อมูลไว้บน Volume แยก ในขณะที่ตัว OS และแอปพลิเคชันอยู่บนดิสก์หลักตามปกติ ควรตั้งชื่อและใช้ tag กำกับ Volume ให้สื่อความหมายชัดเจน ระบุทั้ง environment (dev/staging/prod) และ region ไว้ในชื่อ เพื่อให้ทีมงานจัดการง่ายเมื่อมี Volume จำนวนมากในบัญชีเดียวกัน และลดความเสี่ยงในการลบหรือ detach Volume ผิดตัวโดยไม่ตั้งใจ ด้านการสำรองข้อมูล ควรตั้ง snapshot schedule อัตโนมัติผ่าน cron job ที่เรียกคำสั่ง doctl compute volume snapshot create เป็นประจำ เช่น รายวันหรือรายสัปดาห์ตามความสำคัญของข้อมูล พร้อมกำหนดนโยบาย retention ลบ snapshot เก่าที่ไม่จำเป็นออกเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย เพราะ snapshot คิดเงินตามขนาดต่อเนื่องเช่นเดียวกับ Volume ควรเปิดใช้ Monitoring Agent บน Droplet และตั้ง Alert Policy แจ้งเตือนเมื่อพื้นที่ใช้งานบน Volume ใกล้เต็ม เพื่อให้มีเวลาวางแผน resize ล่วงหน้าก่อนเกิดปัญหาจริง และควรหลีกเลี่ยงการวาง swap file ไว้บน Volume เพราะการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายภายในมี latency สูงกว่าดิสก์ในเครื่องจริง ไม่เหมาะกับงานที่ต้องการความเร็วในการเข้าถึงแบบสุ่มสูงมาก สุดท้าย ควรทดสอบกระบวนการ restore จาก snapshot เป็นระยะแม้ไม่มีเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้มั่นใจว่า snapshot ที่สร้างไว้ใช้งานได้จริงเมื่อจำเป็น และควรบันทึกเอกสารการ mapping ระหว่าง Volume กับ Droplet ที่ใช้งานไว้ให้ทีมเข้าถึงได้ เพื่อลดความสับสนเมื่อมี Volume จำนวนมากขึ้นตามการเติบโตของระบบ

รับ $200 Free Credit →

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Volume ย้ายข้าม region ได้ไหม
ย้ายโดยตรงไม่ได้ เพราะ Volume ผูกกับ region ที่สร้างไว้ตายตัว วิธีที่ทำได้คือสร้าง snapshot ของ Volume เดิมก่อน แล้วใช้ snapshot นั้นสร้าง Volume ใหม่ที่ region ปลายทางแทน
Volume หนึ่งตัวแนบกับหลาย Droplet พร้อมกันได้ไหม
โดยทั่วไปทำไม่ได้ Volume ออกแบบมาให้แนบกับ Droplet ได้ทีละตัวเท่านั้น หากต้องการให้หลาย Droplet เข้าถึงไฟล์ชุดเดียวกันพร้อมกัน ควรพิจารณาใช้ Spaces Object Storage แทน
ลบ Droplet แล้ว Volume ที่แนบอยู่จะหายไปด้วยไหม
ไม่หาย Volume มีวงจรชีวิตแยกอิสระจาก Droplet ข้อมูลยังคงอยู่ครบถ้วนจนกว่าจะสั่งลบ Volume เอง แต่ก็ยังถูกเรียกเก็บค่าบริการต่อเนื่องหากไม่ได้ลบทิ้ง
Resize Volume ต้องปิด Droplet ก่อนไหม
ไม่จำเป็นต้อง shutdown Droplet เสมอไป แต่ควร unmount หรือสำรองข้อมูลก่อนเพื่อความปลอดภัย และหลัง resize เสร็จต้องรัน resize2fs (ext4) หรือ xfs_growfs (XFS) เพื่อขยายระบบไฟล์ให้ใช้พื้นที่ใหม่ได้จริง
ควรเลือก ext4 หรือ XFS สำหรับ Volume
ทั้งสองใช้งานได้ปกติ ext4 เรียบง่ายเหมาะกับงานทั่วไปและไฟล์ขนาดเล็กถึงกลาง ส่วน XFS เหมาะกับไฟล์ขนาดใหญ่หรือฐานข้อมูลที่ต้องการประสิทธิภาพและ scalability สูงกว่า
Snapshot กับ Resize ต่างกันอย่างไร
Snapshot คือการสร้างสำเนาข้อมูล ณ เวลานั้นเก็บไว้สำหรับ backup หรือ clone ไปสร้าง Volume ใหม่ ส่วน Resize คือการขยายขนาดของ Volume เดิมโดยตรง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสำรองข้อมูลแต่อย่างใด